โรคมะเร็ง (Cancer)
วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2560
มะเร็งรังไข่
มะเร็งรังไข่ (ovarian cancer) เป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยเป็นอันดับ 2 ของมะเร็งระบบอวัยวะสืบพันธุ์สตรี พบได้ในผู้หญิงหลายช่วงวัยทั้งในวัยเด็กและวัยเจริญพันธุ์ แต่มักพบมากในผู้หญิงที่มีอายุ 40-60 ปี โรคนี้เกิดจากการที่มีเซลล์มะเร็งเจริญเติบโตในรังไข่ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญที่มีหน้าที่ในการผลิตไข่และฮอร์โมนเพศหญิง
• สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งรังไข่
• อาการของโรคมะเร็งรังไข่
• แนวทางการรักษาโรคมะเร็งรังไข่
• การป้องกัน
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งรังไข่
ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของมะเร็งรังไข่ แต่มีผลงานวิจัยที่พบปัจจัยเสี่ยงที่อาจมีความเกี่ยวข้องกับโรคนี้ ดังนี้
• คนในครอบครัวโดยเฉพาะมารดา พี่สาว/น้องสาว หรือลูกสาวมีประวัติสุขภาพเคยเป็นมะเร็งรังไข่
• อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป
• มีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายุ 12 ปี
• ยังไม่เคยตั้งครรภ์/คลอดบุตร
• คลอดบุตรคนแรกหลังจากอายุ 30 ปีแล้ว
• หมดประจำเดือนช้ากว่าอายุ 55 ปี
• มีประวัติสุขภาพเคยเป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งลำไส้
อาการของโรคมะเร็งรังไข่
มะเร็งรังไข่ในระยะแรกอาจไม่มีอาการแสดง แต่หากมีอาการดังต่อไปนี้ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อวินิจฉัยเพิ่มเติม
• รู้สึกอึดอัดในช่องท้อง
• อาหารไม่ย่อย ท้องอืดท้องเฟ้อ หรือปวดท้อง
• รู้สึกอิ่มจนอึดอัดถึงแม้รับประทานอาหารอ่อนๆ
• คลื่นไส้
• ท้องเสีย ท้องผูก
• ปัสสาวะบ่อย
• เบื่ออาหาร
• มีเลือดออกผิดปกติจากช่องคลอด
แนวทางการรักษาโรคมะเร็งรังไข่
การรักษาโรคมะเร็งรังไข่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ระยะของการดำเนินของโรค ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้ประเมินแนวทางการรักษาอย่างเหมาะสมให้กับผู้ป่วยแต่ละราย แนวทางการรักษาโรคมะเร็งรังไข่ ได้แก่
• การผ่าตัด หากแพทย์วินิจฉัยว่าเซลล์มะเร็งที่เจริญเติบโตในรังไข่ยังมีขนาดไม่ใหญ่และยังไม่มีการลุกลามมาก แพทย์จะพิจารณารักษาด้วยการผ่าตัดเพื่อนำเอาก้อนมะเร็งและเนื้อเยื่อรอบๆ ออก หรืออาจผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียงออกด้วย
• การใช้เคมีบำบัด เป็นการใช้ยาในการฆ่าเซลล์มะเร็ง เคมีบำบัดมีอยู่หลายรูปแบบ เช่น การใช้ยาเม็ด ยาฉีด หรือฉีดผ่านสายเข้าร่างกาย เมื่อยาเข้าสู่กระแสเลือดแล้วจะเดินทางไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายและฆ่าเซลล์มะเร็งที่อยู่ในร่างกาย (แต่ก็ส่งผลฆ่าเซลล์ร่างกายที่ดีด้วยเช่นกัน)
• การใช้รังสีรักษา เป็นการใช้รังสีเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งและทำให้ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลง การใช้รังสีนั้นอาจเป็นการฉายรังสีจากภายนอกร่างกายและฉายตรงเข้าสู่ร่างกาย
การป้องกัน
ปัจจุบันยังไม่มีแนวทางเฉพาะสำหรับการป้องกันมะเร็งรังไข่ เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของโรคนี้ อีกทั้งมะเร็งรังไข่ในระยะแรกๆ มักไม่แสดงอาการ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือหมั่นสังเกตสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกาย รวมทั้งตรวจสุขภาพและตรวจภายในหรือทำอัลตราซาวนด์ช่องท้องอย่างน้อยปีละครั้งเพื่อตรวจเช็กว่ามีก้อนในช่องท้องหรือไม่
ที่มา : https://www.bumrungrad.com/th/women-center-health-obgyn-bangkok-thailand/conditions/ovarian-cancer
มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
มะเร็งต่อมน้ำเหลืองคืออะไร
มะเร็งต่อมน้ำเหลือง คือ มะเร็งที่เกิดขึ้นจากเซลล์ของต่อมน้ำเหลืองโดยตรง ส่วนมะเร็งที่ลุกลามจากอวัยวะอื่นแพร่กระจายเข้าต่อมน้ำเหลือง อาจทำให้เกิดอาการต่อมน้ำเหลืองโตได้ แต่ไม่เรียกว่า มะเร็งต่อมน้ำเหลือง แต่จะเรียกตามมะเร็ง ที่อวัยวะนั้นแพร่กระจายมาที่ต่อมน้ำเหลือง เช่น มะเร็งเต้านมลุกลามไปที่ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ ทำให้ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้โต
เซลล์ที่ต่อมน้ำเหลืองประกอบด้วยเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์เป็นส่วนใหญ่ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง เกิดขึ้นจากเซลล์ลิมโฟไซต์ที่ต่อมน้ำเหลือง ซึ่งมีหลายชนิดต่างกัน เช่น เซลล์ลิมโฟไซต์ชนิดบีเซลล์บีและเซลล์ทีเป็นต้น เมื่อกลายเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองจึงเรียกว่า โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรือลิมโฟมา(lymphoma) ซึ่งคำว่าลิมโฟมามาจากคำว่าลิ้ม (lymph) แปลว่าน้ำเหลืองและโอมา(oma) แปลว่าก้อนเนื้องอก
มะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีกี่ชนิด
เราสามารถแบ่งมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้ง่ายๆเป็น2 ชนิด ดังนี้
1. มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดคิน (Hodgkin lymphoma) ประกอบด้วยเซลล์ที่มีลักษณะจำเพาะชื่อเซลล์รีดสะเพินเบิรร์กและเซลล์ชนิดอื่นๆ
2. มะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ไม่ใช่ฮอดคิน (non-hogkin lymphoma) พบมากกว่ามะเร็งชนิดฮอดคินมากกว่า 8-9 เท่า และพบมากขึ้นเรื่อยๆโดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดซึ่งมะเร็งชนิดนี้อาจแบ่งย่อยได้เป็น 3 ชนิด ดังนี้
ชนิดเกรดต่ำ เจริญเติบโตช้า
ชนิดเกรดปานกลาง เจริญเติบโตปานกลาง
ชนิดเกรดสูง เจริญเติบโตเร็วและการดำเนินโรครุนแรงกว่าชนิดอื่น
การแบ่งระยะของโรค
มะเร็งต่อมน้ำเหลืองแบ่งเป็น 4 ระยะ ดังนี้
ระยะที่ 1 มะเร็งต่อมน้ำเหลืองอยู่ที่ต่อมน้ำเหลืองตำแหน่งเดียว
ระยะที่ 2 มะเร็งต่อมน้ำเหลืองอยู่ 2 ตำแหน่งหรือมากกว่าด้านเดียวกันของกระบังลม
ระยะที่ 3 มะเร็งต่อมน้ำเหลืองอยู่ทั้ง 2 ด้านของกระบังลม
ระยะที่ 4 มะเร็งต่อมน้ำเหลืองเกิดนอกต่อมน้ำเหลืองหรือลุกลามเข้าสู่ไขกระดูก
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค
สาเหตุของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองยังไม่ทราบแน่ชัดในปัจจุบันนี้ อย่างไรก็ตามพบว่ามีปัจจัยเสี่ยงบางประการที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองดังนี้
1. กัมมันตภาพรังสี ผู้ที่รอดชีวิตจากระเบิดปรมณูในสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดเป็นมะเร็งหลายชนิด รวมทั้งมะเร็งต่อมน้ำเหลือง และผู้ที่เคยมีประวัติฉายแสงอาจพบมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้ แสดงว่ารังสีเป็นสาเหตุหนึ่งของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
2. การติดเชื้อไวรัส การตรวจเนื้อเยื่อของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองพบว่ามีเชื้อไวรัสชนิดเอ็พสะไตน์บาร์ และมีเมื่อนำเชื้อไวรัสดังกล่าวใส่ในเซลล์เพาะเลี้ยง สามารถทำให้เซลล์ต่อมน้ำเหลืองเป็นอมตะแบ่งตัวได้เรื่อยๆ ซึ่งเป็นลักษณะหนึ่งของเซลล์มะเร็ง แสดงถึงความเกี่ยวข้องระหว่างการติดเชื้อไวรัสและโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
3. โรคเอดส์ ทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ส่งผลทำให้เกิดการติดเชื้อหลายชนิดได้ง่าย และทำให้เกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลือง รวมทั้งมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่เกิดในสมองได้ด้วย
4. ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ฟอกไต มีโอกาสเกิดมะเร็งได้หลายชนิดเนื่องจากภูมิคุ้มกันต่ำ และอาจเป็นผลทางอ้อมจาการติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น ไวรัสเอ็พสะไตน์บาร์ ส่งผลให้เกิดเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้
5. การติดเชื้อแบคทีเรียเฮอลิโคแบคเตอร์ไพโลไรที่กระเพาะอาหาร ทำให้เกิดแผลที่กระเพาะอาหาร กระเพาะอาการอักเสบ มะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่กระเพาะอาหารได้ การรักษาการติดเชื้อดังกล่าวด้วยยาปฏิชีวนะและยาลดกรดจะสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งที่กระเพาะอาหารจากเชื้อดังกล่าวได้ นอกจากนี้ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่กระเพาะอาหารการักษาโรคติดเชื้อดังกล่าวร่วมกับการรักษาโรคมะเร็ง สามารถควบคุมโรคที่มากกว่าสองในสามของผู้ป่วย
6. ผู้ป่วยที่เปลี่ยนอวัยวะ เช่น เปลี่ยนไต ต้องรับประทานยากดภูมิคุ้มกันเพื่อไม่ให้อวัยวะที่เปลี่ยนเน่าสลาย การที่ภูมิคุ้มกันต่ำจากยาทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ง่ายขึ้นโดยเฉพาะมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
7. ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องตั้งแต่กำเนิด เช่น โรคขาดแกมม่าโกลบูลิน โรควิสคอตต์ อัลดริช เกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้มากกว่าคนปกติ
8. โรคภูมิคุ้มกันต่อตนเอง (autoimmune diseases) เช่น โรคโจเกร้น โรคต่อมทัยรอยด์อักเสบฮาชิโมโต้ โรคเอสแอลอี โรครูมาตอยด์ อาจเกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้
9. ไวรัสที่เซลล์ลิมโฟโทรฟิคชนิดหนึ่ง ทำให้เกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดที่เซลล์ลิวคิเมียลิมโฟมาในผู้ใหญ่
10. ไวรัสตับอักเสบชนิดซี มีรายงานว่าเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดโตช้า
11. อายุและเพศ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิดพบบ่อยในผู้ป่วยอายุน้อย บางชนิดพบในผู้ป่วยอายุมาก เพศชายเพศหญิงพบมะเร็งต่อมน้ำเหลืองบ่อยต่างชนิดกันได้
12. เศรษฐานะ พบว่าผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอชคินพบบ่อยในผู้ป่วยที่มีเศรษฐานะดีและมีการศึกษาดี แต่ไม่ทราบสาเหตุชัดเจน
อาการและอาการแสดง
อาการที่พบบ่อย คือ ต่อมน้ำเหลืองโตไม่เจ็บ เช่น คลำก้อนได้ที่คอ ที่ขาหนีบ หรือในร่องเหนือกระดูกไหปลาร้า อาการทั่วไปที่พบคือ เบื่ออาหาร น้ำหลักลด และผอมลง เหงื่อแตกตอนกลางคืน มีไข้ไม่ทราบสาเหตุ คันตามตัว ปวดเวลาดื่มเหล้า ปวดหลังเนื่องจากต่อมน้ำเหลืองหลังช่องท้องโต ปวดกระดูกจากมะเร็งทำลายกระดูก ปวดท้องจากอาการตับโตหรือม้ามโต ต่อมน้ำเหลืองในช่องท้องโต หรือไตบวมจากต่อมน้ำเหลืองข้างท่อไตโตกดท่อไต ปวดประสาทจากมะเร็งกดไขสันหลังกดเส้นประสาทการตรวจร่างกายอาจพบต่อน้ำเหลืองโตหลายตำแหน่ง หลายก้อนคลำต่อมน้ำเหลืองที่โตจะรู้สึกแข็งหยุ่นๆ อาจกดเจ็บได้ อาจพบต่อมทอนซิลโตและต่อมน้ำเหลืองที่คอหอยโต รวมเรียกว่าวงแหวนวาลเดเยอร์ อาจพบตับม้ามโตหรือมีก้อนในท้อง
การวินิจฉัยโรค
เมื่อมีอาการและการตรวจที่สงสัยว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ต้องยืนยันการวินิจฉัยด้วยการตัดต่อมน้ำเหลืองที่โตมาตรวจทางพยาธิวิทยา โดยตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ดูลักษณะของเซลล์มะเร็ง ย้อมพิเศษตรวจแยกชนิดของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง บางครั้งอาจต้องตรวจเนื้อเยื่อด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็คตรอนหรือตรวจดีเอนเอเมื่อทราบว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองการตรวจขั้นต่อไปคือ การตรวจหารระยะของโรค นิยมตรวจด้วยการเอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ของปอดและช่องท้อง
เจาะไขกระดูกตรวจว่ามะเร็งเข้าไขกระดูกหรือไม่ ในสมัยก่อนมีการฉีดสีเข้าสายน้ำเหลืองที่เท้าทั้งสองข้าง เพื่อตรวจต่อมน้ำเหลืองในช่องท้อง ซึ่งทำได้ยาก ดังนั้นในปัจจุบันนี้จึงไม่นิยมการตรวจด้วยการฉีดสีเข้าสายน้ำเหลืองถ้าสงสัยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองอยู่ในทางเดินอาหาร ต้องตรวจด้วยการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่กระเพาะอาการหรือกลืนแป้งตรวจลำไส้เล็ก
นอกจากนี้ยังมีการเจาะเลือดตรวจเม็ดเลือด การทำงานของตับไตระดับกรดยูริกและแคลเซี่ยมในเลือด ระดับอิมมูโนโคลบูลินในเลือด ในปัจจุบันนี้การตรวจเพ็ทสแกนและเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์มีความไวและการจำเพาะในการตรวจรอยโรคและระยะของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้ดีกว่าเอ็กซเรย์ทั่วไปแต่มีราคาสูงกว่าการตรวจแกลเลี่ยมสแกน ช่วยบอกว่ามีรอยโรคเหลืออยู่ภายหลังการรักษาหรือไม่ โดยเฉพาะที่ต่อมน้ำเหลืองกลางทรวงอกหรือหลังช่องท้อง
ผู้ป่วยที่มีอาการทางสมองอาจต้องตรวจเอ็กซเรย์สนามแม่เหล็ก(เอ็มอาร์ไอ) หรือเอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์สมอง ถ้าสงสัยมะเร็งเข้าเยื่อหุ้มไขสันหลังอาจต้องเจาะน้ำไขสันหลังตรวจเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดเบอร์กิตหรือชนิดลิมโฟ บลาสติก
การรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
มะเร็งต่อมน้ำเหลืองจัดอยู่ในกลุ่มมะเร็งที่ไวต่อรังสีรักษาและยาเคมีบำบัด สามารถรักษาให้หายขาดได้ มีวิธีรักษาหลายวิธีดังนี้
1. รังสีรักษา : การฉายแสงรังสีรักษาสามารถควบคุมมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้ดี ทำให้ก้อนมะเร็งยุบได้อย่างรวดเร็ว
2. ยาเคมีบำบัด : มะเร็งต่อมน้ำเหลืองสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยยาเคมีบำบัดหลายชนิดร่วมกัน ยาที่นิยมใช้คือสูตรยาช๊อป(CHOP) ซึ่งย่อมมาจาก ยาไซโคลฟอสฟาไมด์ ยาเอเดรียมัยซิน ยาออนโควินหรือวินคริสตีน ยาเพร็ดนิโซโลน
3. ยาสเตียรอยด์ : มะเร็งต่อมน้ำเหลืองตอบสนองดีต่อยาสะเตียรอยด์ แต่จะได้ผลดีเมื่อใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัด
4. การเปลี่ยนไขกระดูก : การให้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงร่วมกับการเปลี่ยนไขกระดูกหรือปลูกถ่ายเซลล์ตัวอ่อนของไขกระดูก ทำให้การตอบสนองต่อยาดีขึ้น
5. ยารักษาตามเป้าหมาย
ยาแอนติบอดีต่อซีดี30 ที่ผิวเซลล์มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดบีเซลล์ จัดเป็นยาที่รักษาตามเป้าหมาย สามารถใช้รักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดบีเซลล์ได้ผลดี โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ดื้อยาเคมีบำบัดหรือโรคเป็นซ้ำ ชื่อยาเรทูซิแม๊พยาแอนติบอดีติดฉลากสารกัมมันตรังสี ให้การตอบสนองสูงถึงร้อยละ50-80 เช่น ยาแอนติบอดีต่อซีดี20 ที่ผิวเซลล์มะเร็งต่อมน้ำเหลืองติดฉลากด้วยสารกัมมันตรังสียิบเทรียม90 ชื่อยา ไอบริทูโมแม๊พ เป็นต้น
6. อิมมูนบำบัด : ยาอินเตอเฟียรอนอัลฟ่า ใช้รักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้โดยเฉพาะชนิดโฟลิคูลาร์
7. ยาเคมีบำบัดชนิดทา : มะเร็งต่อมน้ำเหลืองอาจเกิดที่ผิวหนังได้เรียกว่าโรคลิมโฟมาคิวทิส สามารถรักษาด้วยการฉายแสงรังสีอิเล็คตรอนที่ผิวหนัง รักษาด้วยยาเคมีบำบัดชนิดทา หรือฉีดยาเคมีบำบัดรักษาได้
มะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นมะเร็งที่ไวต่อยาหลายชนิดและรังสีรักษามีการพยากรณ์โรคที่ดีเมื่อเปรียบเทียบกับมะเร็งชนิดอื่นๆ สามารถรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้นควรจะวินิจฉัยให้ถูกต้องตั้งแต่ระยะแรกๆ และรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสมสำหรับมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแต่ละชนิดแต่ระยะ และเลือกการรักษาที่มีประสิทธิภาพดี ถึงแม้ผู้ป่วยจะหายจากโรคแล้ว จำเป็นต้องติดตามและประเมินผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอ เพื่อตรวจการกลับเป็นซ้ำของโรค หรือการเกิดมะเร็งชนิดอื่น รวมทั้งผลข้างเคียงระยะยาวที่เกิดจากการรักษา ตลอดจนการฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยให้ฟื้นฟูกลับสู่สภาพปกติ
การรักษาโรคอื่นของผู้ป่วยที่เป็นร่วมด้วยมีความสำคัญที่จะช่วยให้ผลการรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองดีขึ้น เช่น การรักษาโรคเอดส์ที่เป็นร่วมกับมะเร็งต่อมน้ำเหลือง การรักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรียเฮอลิโคแบคเตอร์ไพโรไล เป็นต้น
ที่มา : http://www.siamca.com/knowledge-id159.html
วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2560
โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ปัสสาวะขัด
ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก
ต่อมลูกหมาก (prostate gland) เป็นอวัยวะที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบสืบพันธุ์และระบบปัสสาวะชาย ทำหน้าที่ผลิตน้ำหล่อลื่น (seminal fluid) ที่อยู่ในน้ำอสุจิ (semen) ต่อมลูกหมากตั้งอยู่ที่ฐานของกระเพาะปัสสาวะ (bladder) ตัวต่อมแบ่งเป็นสองซีก (lobe) มีท่อปัสสาวะ (urethra) อยู่ตรงกลาง ดังรูป
รูปที่ 1 Anatomy of prostate gland
จากสถิติใน USA พบว่าในปี ค.ศ. 2014 คาดว่าจะพบผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากที่ได้รับการวินิจฉัยใหม่จำนวนถึง 233,000 คน คิดเป็นร้อยละ 24 ของมะเร็งทั้งหมด อย่างไรก็ตาม อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากเป็นอันดับสองรองจากมะเร็งปอด ล่าสุดจำนวนผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากที่เสียชีวิตในปี ค.ศ.2014 เท่ากับ 29,480 คน อัตราการเสียชีวิตของมะเร็งต่อมลูกหมากที่น้อยกว่าอาจเนื่องด้วยเซลมะเร็งต่อมลูกหมากมีการกระจายตัวช้ากว่า รวมทั้งการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากที่ทำให้วินิจฉัยมะเร็งได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ทำให้ผลการรักษาดีขึ้น
การวินิจฉัยโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก
มะเร็งต่อมลูกหมากพบบ่อยในชายอายุเฉลี่ยประมาณ 70 ปี ผู้ป่วยมักมาปรึกษาแพทย์ด้วยอาการปัสสาวะติดขัด ปัสสาวะไม่ออก หรือปัสสาวะมีเลือดปน ในปัจจุบันสามารถตรวจวินิจฉัยมะเร็งต่อมลูกหมากได้เร็วขึ้นจากการตรวจคัดกรองด้วยการใช้นิ้วคลำทางทวาร และการตรวจหาสาร PSA ในเลือด โดยแนะนำให้ตรวจในผู้ชายอายุประมาณ 45 – 50 ปี โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติในครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากตั้งแต่อายุน้อย อย่างไรก็ตามการตรวจ PSA เพื่อคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากมีทั้งผู้ที่สนับสนุนและไม่เห็นด้วย
เช็คความเสี่ยงจากอาการเหล่านี้ ปัสสาวะติดขัด เร่งปัสสาวะก็จะมีอาการเจ็บเกิดขึ้น หากมีอาการรีบไปปรึกษาแพทย์อย่ารอช้า
รูปที่ 2 Digital rectal examination
การนำเอาชิ้นเนื้อจากต่อมลูกหมากออกมาตรวจทางพยาธิวิทยามีความสำคัญมาก เพื่อวินิจฉัยและเป็นปัจจัยในการพิจารณาการรักษา พบว่าเซลมะเร็งต่อมลูกหมากประมาณ 95% เป็นชนิด Adenocarcinoma หลังจากวินิจฉัยมะเร็งต่อมลูกหมากแล้ว นอกจากการซักประวัติและตรวจร่างกาย ควรมีการส่งการตรวจอื่นๆเพื่อประเมินการลุกลามหรือระยะของโรค ได้แก่ การตรวจต่อมลูกหมากด้วยคลื่นแม่เหล็ก (MRI) การตรวจกระดูกด้วย bone scan การตรวจปอดด้วยภาพ x-ray การตรวจระดับ PSA ในกระแสโลหิต ทั้งนี้ขึ้นกับอาการของผู้ป่วยด้วย
รูปที่ 3 MRI of Prostate cancer
การรักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก
การรักษามะเร็งต่อมลูกหมากประกอบด้วยการรักษาด้วยการผ่าตัด การรักษาด้วยรังสี (radiotherapy) การรักษาด้วยฮอร์โมน (hormonal therapy) และการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด (chemotherapy) ทั้งนี้การเลือกการรักษาขึ้นกับระยะของโรค (staging) และปัจจัยเสี่ยง (risk factor) ต่างๆ ผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มมีความเสี่ยงต่ำ (low risk group) การรักษาที่เหมาะสมจะเป็นการรักษาเฉพาะที่ (local treatment) ได้แก่ การผ่าตัดต่อมลูกหมาก (radical prostatectomy) หรือการใช้รังสีรักษาเฉพาะที่ต่อมลูกหมาก ซึ่งอาจจะเป็นการฉายรังสี (external beam irradiation) หรือการฝังแร่ (brachytherapy) กรณีโรคลุกลามมากขึ้นและมีปัจจัยเสี่ยงมากขึ้นจนอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงปานกลาง (moderate risk group) หรือกลุ่มความเสี่ยงสูง (high risk group) นอกจากการรักษาเฉพาะที่ที่ต่อมลูกหมากแล้ว อาจต้องพิจารณาการรักษาในบริเวณข้างเคียง (regional treatment) หรือการรักษาทั้งระบบ (systemic treatment) ร่วมด้วย การรักษาบริเวณข้างเคียง ได้แก่ การผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองในบริเวณอุ้งเชิงกราน (pelvic lymph node dissection) หรือการฉายรังสีคลุมบริเวณอุ้งเชิงกราน (pelvic lymph node irradiation) การรักษาทั้งระบบ ได้แก่ การรักษาด้วยการลดฮอร์โมนเพศชาย (androgen deprivation therapy) หรือการใช้ยาเคมีบำบัด (chemotherapy)
รูปที่ 4 Linear accelerator for VMAT and IMRT
รูปที่ 5 VMAT in Prostate cancer
ในกรณีที่โรคมะเร็งต่อมลูกหมากลุกลามมาก มีการกระจายไปยังอวัยวะต่างๆแล้ว หรือตัวผู้ป่วยเองมีสภาพร่างกายทั่วไปไม่แข็งแรง มีความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงจากการรักษาได้ง่าย แนวทางการรักษาจะเน้นให้พิจารณาเรื่องคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นหลัก การรักษาจะเป็นการรักษาที่ขึ้นกับสภาวะของโรค อาการ และความต้องการของผู้ป่วยและครอบครัว หรือเรียกว่าการดูแลเพื่อบรรเทาอาการ (palliative care)
การรักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมากควรจะเป็นการดูแลผู้ป่วยร่วมกันเป็นทีม ระหว่างทีมแพทย์ พยาบาล และบุคคลากรทางการแพทย์สาขาต่างๆ เพื่อการพิจารณาแนวทางการรักษาให้รอบด้าน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม โดยคำนึงถึงความต้องการของผู้ป่วยและครอบครัวเป็นสำคัญ
โรงพยาบาลวัฒโนสถ (Wattanosoth Hospital) เป็นโรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งโดยเฉพาะ มีบริการครบวงจร ตั้งแต่การตรวจคัดกรอง การวินิจฉัยโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น (screening and early detection program) การรักษาโรคมะเร็งด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย (hi end technology) และทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ (multidisciplinary team) และการดูแลบรรเทาอาการผู้ป่วยแบบครบองค์รวมที่เน้นคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว (palliative care team)
บทความโดย :
นพ. ชนวัธน์ เทศะวิบุล
Radiation Oncologist
โรคมะเร็งกระดูก (Bone cancer หรือ Malignant bone tumor)
บทความโดย ผศ.นพ.อดิศักดิ์ นารถธนะรุ่ง
อาจารย์ประจำหน่วยเนื้องอกกระดูก ภาควิชาออร์โธปิดิกส์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
โรคมะเร็งกระดูก (Bone cancer หรือ Malignant bone tumor) เป็นโรคของเด็กโต วัยรุ่น และวัยหนุ่มสาว ช่วงอายุประมาณ 10-20 ปีแต่อาจพบในช่วงอายุอื่นๆได้บ้างทั้งในเด็กเล็กจนถึงในผู้สูงอายุ ซึ่งโรคมะเร็งกระดูกพบได้เพียงประมาณ 6% ของโรคมะเร็งในเด็กทั้งหมด
โรคมะเร็งกระดูก แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ด้วยกัน คือ
1. โรคมะเร็งกระดูกชนิดปฐมภูมิ (Primary bone cancer หรือ Primary bone tumor) โรคมะเร็งที่เกิดจากเซลล์ของเนื้อเยื่อกระดูกเอง มักจะเกิดในอวัยวะพวกรยางค์ แขนขา ซึ่งตำแหน่งที่เกิดส่วนใหญ่คือใกล้ข้อ เช่น ข้อเข่า ข้อสะโพก ข้อไหล่ เป็นต้น โรคมะเร็งกระดูกชนิดทุติยภูมิ (Secondary bone cancer หรือ Secondary bone tumor) โรคมะเร็งกระดูกที่เกิดจากโรคมะเร็งอื่นๆ แพร่กระจายมาที่กระดูก ซึ่งประมาณ 30-40% ของมะเร็งที่กระจายมาจะพบที่แขนขา และประมาณ 50-60% จะกระจายมาที่ตรงส่วนกลางของร่างกาย เช่น กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกซี่โครง กะโหลกศีรษะ เป็นต้น
2. โรคมะเร็งที่แพร่กระจายมาที่กระดูกมีเกือบทุกชนิดและมักจะกระจายมาในช่วงท้ายๆ ของโรค แต่มีโรคมะเร็ง 5 ชนิดที่กระจายมากระดูกตั้งแต่ในระยะต้นของการเป็นโรค ได้แก่ มะเร็งต่อมไทรอยด์ มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งไต และมะเร็งต่อมลูกหมาก
โรคมะเร็งกระดูกชนิดปฐมภูมิเป็นกลุ่มมะเร็งที่พบได้น้อย จากสถิติของสถาบันมะเร็งแห่งชาติพบอุบัติการณ์ของโรคประมาณ 0.8 คนต่อประชากรแสนราย ซึ่งพบได้ค่อนข้างน้อย เป็นโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย จะพบในวัยเด็กค่อนข้างมาก โรคมะเร็งกระดูกชนิดทุติยภูมิเป็นโรคมะเร็งกระดูกที่เกิดจากการแพร่กระจายของมะเร็งชนิดอื่น ๆ จะสัมพันธ์กับโรคมะเร็งที่เป็นอยู่ จากสถิติของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่ประมาณ 30,000 รายต่อปี ซึ่งผู้ป่วยมีการกระจายไปที่กระดูกประมาณ 20% ซึ่งผู้ป่วยโรคมะเร็งกระดูกชนิดทุติยภูมิส่วนใหญ่จะเป็นผู้ป่วยที่เป็นในระยะท้ายๆ ของโรค
• ปัจจัยสำคัญของการเกิดโรคมะเร็งกระดูก
โรคมะเร็งกระดูกยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคที่ชัดเจน ปัจจุบันมีหลักฐานเพิ่มขึ้นพบว่า
1. โรคมะเร็งกระดูกเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของยีนในร่างกาย
2. เกิดจากกระตุ้นโดยสิ่งแวดล้อม เช่น สารเคมี ยาฆ่าแมลง สารรังสี เป็นต้น คนที่ทำงานที่อยู่ใกล้กับสารเคมี หรือทำงานในโรงงานที่เกี่ยวข้องกับรังสีหรือทางการแพทย์ ทำให้มีโอกาสเกิดมะเร็งได้
3. เกิดขึ้นจากการรักษาในปัจจุบัน เช่น การให้เคมีบำบัด การให้รังสีรักษา เหล่านี้กระตุ้นทำให้เกิดมะเร็งขึ้นโดยง่ายนอกจากนี้เป็นเรื่องการเปลี่ยน แปลงทางโลกาภิวัตน์ โรคบางอย่างที่เกิดขึ้นในทางประเทศแถบยุโรปบางโรค ทำให้มีโอกาสเกิดโรคมะเร็งกระดูกได้สูง ซึ่งในปัจจุบันโรคเหล่านี้ได้เกิดขึ้นในประเทศเรา และพบได้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิด ในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีการเพิ่มของโรคมากขึ้นกว่าเดิม สาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรคมะเร็งกระดูกนั้นเกิดขึ้นจากหลายปัจจัยเหล่า นี้ประกอบกัน
• ลักษณะทางคลินิกของโรค
โรคมะเร็งกระดูกชนิดปฐมภูมิ ผู้ป่วยมักมีอาการปวด ซึ่งอาการปวดจะมีข้อแตกต่างจากอาการปวดทั่วๆไป เป็นการปวดแบบทุกข์ทรมาน ปวดตลอดเวลา และมีปวดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใหญ่ปวดในเวลากลางคืนมากกว่ากลางวัน มีก้อนเกิดขึ้น มีการผิดรูปของอวัยวะ เช่น แขนขาผิดรูป กระดูกหักแบบมีพยาธิสภาพ คือหักแบบไม่มีเหตุในการที่จะหัก เช่น เดินแล้วหัก นอกจากนี้ที่พบเพิ่มขึ้นเรียกว่าพบโดยบังเอิญโดยที่ผู้ป่วยไม่มีอาการแต่มีรอยโรคเกิดขึ้น มักจะพบจากการที่ผู้ป่วยไปตรวจสุขภาพประจำปี หรืออาจเกิดจากเกิดอุบัติเหตุ เล่นกีฬา ไปตรวจเอ็กซเรย์แล้วพบ ซึ่งปัจจุบันมักจะพบลักษณะแบบนี้มากขึ้น
โรคมะเร็งกระดูกชนิดทุติยภูมิ ผู้ป่วยมักมีอาการปวด เรื่องก้อนจะไม่ค่อยชัดเจน มีภาวะเรื่องกระดูกหักโดยที่เกิดจากพยาธิสภาพ เช่น ยกของแล้วกระดูกหัก เดินหกล้มแล้วหัก เป็นต้น นอกจากนี้คืออาการของทางระบบประสาท เช่น อาการชา อาการอ่อนแรง จนกระทั่งเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นต้น หรือบางครั้งอาจมาด้วยการตรวจพบโดยบังเอิญ ข้อแตกต่างระหว่างโรคมะเร็งกระดูกชนิดปฐมภูมิและโรคมะเร็งกระดูกชนิดทุติยภูมิ คือโรคมะเร็งกระดูกชนิดปฐมภูมิจะเด่นเรื่องของก้อน และการผิดรูปของอวัยวะ ส่วนมะเร็งกระดูกชนิดทุติยภูมิจะไม่เด่นเรื่องก้อน แต่จะมีภาวการณ์เป็นอัมพาตหรือการอ่อนแรงเกิดขึ้น
• ความรุนแรงของโรคมะเร็งกระดูก
โรคมะเร็งกระดูกชนิดปฐมภูมิค่อนข้างรุนแรง ผู้ป่วยมีอัตราการตายสูงมาก ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษา ยกตัวอย่างมะเร็งกระดูกชนิดปฐมภูมิ ที่เรียกว่า ชนิด Osteosarcoma ซึ่งเป็นมะเร็งกระดูกชนิดที่พบบ่อยในเด็กมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษา ผู้ป่วยจะเสียชีวิตประมาณไม่เกินระยะเวลา 2 ปี สำหรับโรคมะเร็งกระดูกชนิดทุติยภูมิ เช่น ผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมพบว่ามีการกระจายไปที่กระดูกอย่างเดียว ผู้ป่วยอาจจะสามารถมีชีวิตอยู่ไปอีกนาน ในทางตรงกันข้ามถ้าผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดกระจายมาที่กระดูก ในระยะเวลาประมาณ 6 เดือน ผู้ป่วยอาจจะเสียชีวิตได้ ทั้งนี้ความรุนแรงของโรคขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งที่แพร่กระจายมาด้วย
โรคมะเร็งกระดูกชนิดปฐมภูมิจะมีข้อดี คือถ้าพบในระยะเริ่มต้น และยังไม่มีการกระจาย ผู้ป่วยอาจได้รับการรักษาให้หายขาดได้ เพียงแต่ว่าโรคมะเร็งกระดูกไม่เหมือนมะเร็งชนิดอื่นตรงที่ไม่สามารถตรวจก่อนได้ ต้องอาศัยความสงสัยของทางพ่อแม่ญาติพี่น้องที่ดูแลอยู่ ว่าบุตรหลานของเขามีความผิดปกติหรือไม่อย่างไร
• การตรวจวินิจฉัยแยกโรค
การเอ็กซเรย์กระดูก ดูตำแหน่งปวด
การตรวจ MRI ซึ่งการตรวจ MRI นั้นมีข้อดีก็คือ สามารถบอกขนาดของมะเร็งที่แท้จริงได้ ซึ่งจะใช้ในการวางแผนในการผ่าตัดรักษา รวมถึงสามารถบอกผู้ป่วยได้ว่าควรจะเก็บขาไว้หรือตัดขา ซึ่ง MRI ขณะนี้มีราคาสูง มีใช้เฉพาะตามโรงพยาบาลขนาดใหญ่ และรังสีแพทย์ที่ใช้เครื่อง MRI จะต้องมีการฝึกฝนในการใช้เครื่องนี้อย่างดี เพื่อให้ความแม่นยำเพิ่มขึ้น
การตรวจการตรวจชิ้นเนื้อ
เป็นการนำตัวอย่างชิ้นเนื้อมาตรวจดู เพื่อการวินิจฉัยและบอกระยะของโรค เพราะว่าระยะของโรคมีความสัมพันธ์เกี่ยวกับเรื่องแผนการรักษาผู้ป่วย
โดยปกติมะเร็งกระดูกจะกระจายไปที่ 2 อวัยวะหลักคือ 1.กระจายไปที่ปอด 2.กระจายไปที่กระดูกชิ้นอื่น ซึ่งต้องมีการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมคือ
- การเอ็กซเรย์ปอด
- การทำ CT Scan ปอด ซึ่งการทำ CT Scan ปอดจะละเอียดและรวดเร็วกว่า
- การทำBone Scan เพื่อดูการกระจายของมะเร็ง การทำ Bone Scan จะสามารถหาได้เฉพาะบางจุด และการแปรผลจะต้องอาศัยความชำนาญ
• การรักษาโรคมะเร็งกระดูก
เมื่อตรวจวินิจฉัยได้ทั้งชิ้นเนื้อและระยะของโรคแล้ว ต่อไปเป็นการสรุปขั้นตอนของการรักษาโรค ซึ่งวัตถุประสงค์ของการรักษาโรคมะเร็งกระดูกทั้งสองชนิดนั้นมีความแตกต่างกัน คือ การรักษาโรคมะเร็งกระดูกชนิดปฐมภูมิหวังให้ผู้ป่วยหายขาดจากโรค ซึ่งมีกระบวนการทำทุกอย่างเพื่อรักษาชีวิตของผู้ป่วย การรักษาโรคมะเร็งกระดูกชนิดทุติยภูมินั้นไม่ได้รักษาเพื่อหวังให้ผู้ป่วยรอดชีวิต แต่รักษาเพื่อทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น
การรักษาโรคมะเร็งกระดูกชนิดปฐมภูมิ ในปัจจุบันการรักษาหลักคือการผ่าตัด การให้เคมีบำบัด หรือการให้รังสีรักษา เรียกว่าเป็นการรักษาร่วม การรักษาโรคมะเร็งกระดูกชนิดทุติยภูมินั้นการรักษาเป็นการรักษาร่วม คือการให้เคมีบำบัดหรือการให้รังสีรักษา ส่วนการผ่าตัดเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นของการรักษา โดยส่วนใหญ่ทำเพื่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
• การรักษาโรคมะเร็งกระดูกชนิดปฐมภูมิ
การรักษาโดยการผ่าตัด หลักการคือ นำเนื้องอกออกจากผู้ป่วยให้หมด ซึ่งมีอยู่ 2 วิธี คือ
การตัดอวัยวะ คือตัดแขนหรือขาส่วนที่เป็นมะเร็งออกไป ตัดเฉพาะส่วนของตัวกระดูกที่เป็นเนื้องอกออกไป ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีใหม่ เพิ่งจะนำเข้ามาใช้ในประเทศไทย แต่การรักษาโดยวิธีนี้ไม่สามารถใช้ได้กับผู้ป่วยทุกราย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของก้อนมะเร็งและความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย
การตัดอวัยวะ ในสมัยก่อนการตัดอวัยวะเป็นเรื่องที่ผู้ป่วยทุกรายกังวล และไม่อยากให้ไปถึงตรงจุดนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็ก ในปัจจุบันเทคโนโลยีเรื่องของขาเทียมเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งในเรื่องวัสดุและความสะดวกสบายในการปรับใช้ ดังนั้นการใช้ขาเทียมแทบไม่เป็นปัญหาอะไร ผู้ป่วยสามารถทำทุกอย่างได้เหมือนคนปกติทั่วไป ส่วนที่เหลือคือผู้ป่วยต้องมีการฝึกเดิน พร้อมกับการเปลี่ยนความคิดใหม่ว่าการตัดขาไม่ใช่การสิ้นสุดของชีวิตอีกต่อไป
การเก็บอวัยวะ หลักการคือตัดเฉพาะส่วนเนื้องอกออกไป และนำกระดูกมาทดแทนส่วนที่ตัดไป
สมัยก่อนเรานำกระดูกจากผู้ป่วยที่เสียชีวิตแล้วมาทดแทนส่วนที่ถูกตัดออกไป ข้อดีของการเปลี่ยนกระดูก คือ ผู้ป่วยไม่ต้องทานยากดภูมิคุ้มกันเหมือนการเปลี่ยนอวัยวะอื่น เนื่องจากกระดูกเป็นโครงสร้างและไม่มีเนื้อเยื่อ การใส่กระดูกเข้าในผู้ป่วยจึงไม่เกิดภาวะต้านหรือถ้าหากเกิดก็จะน้อยมาก
เนื่องจากกระดูกที่นำมาจากผู้ป่วยที่เสียชีวิต โดยส่วนใหญ่เป็นกระดูกของผู้สูงอายุ และนำมาเปลี่ยนให้กับเด็ก เป็นกระดูกที่ตาย กระดูกเหล่านี้จึงมีคุณสมบัติที่ไม่เหมือนกับกระดูกทั่วๆไป และมีการสลายได้ง่ายขึ้น หรือมีการหักได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าหากผู้ป่วยรู้จักวิธีการดูแลรักษากระดูก กระดูกจะอยู่ได้หลายปี
ปัจจุบันเป็นเรื่องน่าเสียดาย เนื่องจากการบริจาคกระดูกเป็นที่รู้จักค่อนข้างน้อย และทางสภากาชาดไทยยังคงไม่มีนโยบายที่จะทำเรื่องนี้ ในปัจจุบัน Bone Bank มีอยู่ 2 แห่งที่ทำเรื่องนี้ คือ ศิริราช และพระมงกุฎเกล้า ซึ่งแต่ก่อนจะใช้วิธีการเก็บกระดูกจากผู้ป่วยที่เสียชีวิตที่ไร้ญาติ ปัจจุบันเป็นข้อห้ามทางกฎหมาย และไม่สามารถทำได้แล้ว จึงเป็นเรื่องของการบริจาคกระดูก แต่เนื่องจากขาดการประชาสัมพันธ์ในเรื่องนี้ จึงทำให้ไม่เป็นที่นิยมในประเทศไทย ในปัจจุบันแทบไม่มีกระดูกใช้เลย
การทำ Recycling Bones เป็นการนำเทคโนโลยีของประเทศญี่ปุ่นเข้ามาใช้ โดยนำกระดูกผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งกระดูกที่ถูกตัดออกมาแล้ว นำมาทำลายเซลล์มะเร็ง ซึ่งการทำลายเซลล์มะเร็งมีได้หลายวิธี เช่น การฉายรังสี โดยใช้ปริมาณรังสีที่สูงมาก ทำให้เซลล์มะเร็งที่อยู่ในกระดูกตายหมด จากนั้นเอาตัวเซลล์มะเร็งที่ตายออก นำกระดูกชิ้นนั้นใส่เหล็กและนำกลับเข้าไปในผู้ป่วยเหมือนเดิม หรือนำกระดูกผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งไปแช่ในไนโตรเจนเหลว อุณหภูมิประมาณลบ 167 องศาเซลเซียส เพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง ซึ่งทางโรงพยาบาลรามาธิบดี เริ่มมีการใช้แล้ว แต่การนำกระดูกเหล่านี้ไปทำกรรมวิธีเหล่านั้น ทำให้กระดูกเสียคุณภาพได้ ดังนั้นกระดูกอาจจะหักง่ายไม่เหมือนกระดูกทั่วๆไป และมีระยะเวลาในการใช้งานประมาณ 5 ปี
การใช้ข้อเทียม ข้อเทียมที่เป็นโลหะ การใช้ข้อเทียมในการรักษาโรคมะเร็งกระดูกไม่เหมือนกับการใช้ข้อเทียมอย่างอื่น การใช้ข้อเทียมในการรักษาโรคมะเร็งกระดูกต้องใช้โลหะที่มีความแข็งแรงมากกว่า และกรรมวิธีในการผลิตก็จะมากกว่า
• การรักษาโรคมะเร็งกระดูกชนิดทุติยภูมิ
การรักษาโรคมะเร็งกระดูกชนิดทุติยภูมิ เป็นการรักษาเพื่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ดังนั้นหลักการรักษาคือ
1. ผู้ป่วยต้องไม่ปวด
2. ทำอย่างไรให้ผู้ป่วยกลับมาใช้อวัยวะข้างที่เป็นอยู่ได้ทันที เช่น ผู้ป่วยกระดูกหักที่ขา เมื่อผ่าตัดเสร็จ เขาสามารถกลับมาเดินได้ เป็นต้น และ
3. ทำอย่างไรให้ผู้ป่วยพึ่งผู้อื่นน้อยที่สุด ถ้าสามารถทำให้ผู้ป่วยกลับมาช่วยตนเองได้ เขาก็จะมีความภาคภูมิใจในตัวเอง และไม่เสียคุณค่าของตัวเองไป ดังนั้นผู้ป่วยก็ยังอยากที่จะมีชีวิตอยู่ไป
การผ่าตัด ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการเสริมกระดูกที่เสียหาย ให้แข็งแรง ยกตัวอย่าง ผู้ป่วยที่มะเร็งกระจายไปที่กระดูกสันหลัง ทำให้กระดูกสันหลังยุบตัว การผ่าตัดเพื่อใส่เหล็กเข้าไปค้าเพื่อไม่ให้กระดูกทรุดตัว หรือเมื่อมีการกดไขสันหลัง การผ่าตัดเพื่อไปตัดตำแหน่งที่กดออกไป เป็นต้น
การรักษาแบบตัดกระดูกออกไปแทบไม่ค่อยทำในผู้ป่วยโรคมะเร็งกระดูกชนิดทุติยภูมิ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่สูง แต่ในปัจจุบันแนวคิดของการรักษาเปลี่ยนไป ยกตัวอย่าง ผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก หรือโรคมะเร็งเต้านม ที่มีชีวิตอยู่ 20 ปี แม้ว่ามะเร็งจะกระจายไปที่กระดูก ผู้ป่วยยอมผ่าตัดเอากระดูกออกและใส่เหล็กเข้าไป ลักษณะนี้เรียกว่า Active โรคมะเร็งกระดูกชนิดทุติยภูมิไม่สามารถใช้การรักษาด้วยวิธี Recycling Bones ได้ เนื่องจากกระดูกเป็นมะเร็งทั้งหมด
• การติดตามการรักษาโรคมะเร็งกระดูก
ในกรณีโรคมะเร็งกระดูกชนิดปฐมภูมิจะมีการติดตามการรักษา คือ
1. เมื่อผ่าตัดไปแล้ว มะเร็งจะเกิดซ้ำหรือไม่
2. มะเร็งมีการกระจายไปที่ปอดหรือกระจายไปที่กระดูกหรือไม่ โดยจะมีการเอ็กซเรย์ หรือ Bone Scan เป็นระยะๆ ประมาณ 80% ของผู้ป่วยมีการกลับซ้ำภายใน 2 ปี และผู้ป่วยที่เหลือประมาณ 20% ประมาณครบ 5 ปี พอหลังจาก 5 ปีแล้ว เปอร์เซ็นการเกิดซ้ำของโรคมะเร็งหรือการกระจายของมะเร็งก็จะลดลงไปมาก ถ้าเกิน 5 ปีไปแล้ว ไม่มีการเกิดซ้ำของโรค เรียกว่าหายขาดได้
• แพทย์กับความเข้าใจเกี่ยวกับโรคมะเร็งกระดูก
แพทย์ที่เรียนมาเพื่อทำสาขาออโธปิดิกส์ในประเทศไทยมีประมาณ 3,000-4.000 คน จะมีแพทย์ออโธปิดิกส์ที่ทำงานทางด้านมะเร็งกระดูกอยู่ประมาณ 30 กว่าคน แต่ที่ทำงานด้านนี้ในภาคปฏิบัติจริงๆ มีไม่เกิน 20 คน จำนวนที่เหลือขึ้นรับตำแหน่งผู้บริหารไปแล้ว ซึ่งจำนวนแพทย์ที่รักษาไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ป่วย เราพยายามที่จะสอนนักศึกษา สอนให้กับแพทย์ประจำบ้านที่จบออกไปแล้ว ให้ทำงานตรงนี้ได้ แต่เนื่องจากการรักษาตรงนี้มีความซับซ้อนมากกว่าการรักษาทั่วๆ ไป การดูแลผู้ป่วยต้องใช้สหสาขา โรงพยาบาลหลายแห่งไม่ได้มีแพทย์ครบทุกสาขา ไม่สามารถจัดการเองได้ สุดท้ายเขาส่งผู้ป่วยโรคมะเร็งกระดูกมาที่ส่วนกลางที่นี่เพื่อทำการรักษา ซึ่งแพทย์ในขณะนี้มีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคมะเร็งกระดูกมากขึ้น
• เทคโนโลยีในอนาคตในการรักษาโรคมะเร็งกระดูก
ปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีในการผ่าตัด คือมีการผ่าตัดแบบ Minimal Invasive Surgery คือการผ่าตัดแบบเจาะรู ขณะนี้ผมมีการพัฒนาเรื่องการผ่าตัดแบบเจาะรูเพื่อรักษาโรคมะเร็งกระดูกขึ้นมาในผู้ป่วยระยะเริ่มต้นที่มาพบแพทย์เร็ว วิธีการคือ เมื่อตรวจพบว่าผู้ป่วยเริ่มมีการก่อเซลล์มะเร็งขึ้นในจุดใดจุดหนึ่งในกระดูก ก็จะเจาะรูที่กระดูกตรงนั้น จากนั้นใช้ probe ตัวเส้นที่ให้ความร้อน ผ่านระบบแรงสั่นสะเทือนให้ความร้อนทำลายมะเร็ง ซึ่งเราเริ่มทำในผู้ป่วยประมาณ 2-3 รายแล้ว และได้ผลดี เพียงแต่ว่าผู้ป่วยต้องเข้ามาในระยะเริ่มต้นเท่านั้น
ในอนาคตเรื่องมะเร็งกระดูกอาจจะไม่ใช่โรคที่ต้องรักษาโดยการผ่าตัดอีกต่อไป จะเป็นโรคของการให้ยา เรียกว่า Targeted Therapy เป็นการรักษาโดยใช้ยาที่เข้าไปรักษายีนโดยตรง ตอนนี้มีการค้นพบเรื่อยๆ ในเรื่องยีนที่เฉพาะเจาะจงกับโรคมะเร็งกระดูก แต่ว่ามะเร็งกระดูกจะแตกต่างจากมะเร็งชนิดอื่น คือ ในก้อนมะเร็งกระดูกจะมียีนอยู่หลายชนิดและยีนแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน จึงไม่สามารถบอกได้ว่ามะเร็งกระดูกมียีนที่เป็นยีนชนิดเดียวกัน ดังนั้น Targeted Therapy จะยังเข้าไม่ถึงจนกว่าจะสามารถจะทราบได้ว่ามะเร็งกระดูกมียีนอะไรที่เกี่ยวข้องบ้าง
สุดท้าย การรักษาโรคมะเร็งกระดูกชนิดปฐมภูมิ อยากให้การรักษาอยู่ในระดับเริ่มต้น ดังนั้นพ่อแม่ที่ดูแลลูก เวลาลูกไม่สบายมีอาการเจ็บที่แขนขา ให้ความสนใจและเอาใจใส่ อย่ารอให้ลูกเป็นมากถึงพาไปพบแพทย์ และการไปพบแพทย์ควรไปพบแพทย์ที่เชี่ยวชาญโดยตรง
โรคมะเร็งกระดูกชนิดทุติยภูมิเป็นปัญหาที่ล้นมือ อยากให้แพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยช่วยประเมิน และส่งต่อให้แพทย์เฉพาะทางเพื่อทำการรักษาที่เหมาะสมต่อไป เนื่องจากผู้ป่วยโรคมะเร็งกระดูกจำเป็นต้องได้รับการติดตามในระยะยาว ก็ฝากแพทย์ที่ดูแลดูแลต่อ และหากมีข้อสงสัยในเรื่องแผนการรักษา สามารถปรึกษาแพทย์ที่ทางเราได้โดยตรง ซึ่งเรามีทีมงานพยาบาลด้วย นอกจากนี้ควรนึกถึงจิตใจผู้ป่วยและญาติด้วย ควรให้ข้อมูลกับผู้ป่วยอย่าให้ในทางลบมากนัก หรือให้ในทางบวกมากเกินไป
มะเร็งเต้านม
โรคมะเร็งเต้านมเกิดจากเนื้อเยื่อของเต้านมมีการเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์มะเร็งซึ่งอาจจะกิดเป็นมะเร็งเต้านมที่เกิดกับท่อน้ำนม หรือมะเร็งเต้านมที่เกิดกับต่อมน้ำนม มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อย ดังนั้นท่านผู้อ่านที่เป็นหญิงหรือชายควรจะตรวจเต้านมตัวเอง
มะเร็งเต้านม
มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิง จากสถิติของสถาบันมะเร็งแห่งชาติพบผู้หญิงเป็นมะเร็งเต้านมร้อยละ 37 ของมะเร็งทั้งหมด และยังมีอัตราการเสียชีวิตเป็นอันดับสองรองจากมะเร็งปอด ดังนั้นการดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง และการค้นพบมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มแรกในขณะที่ก้อนมีขนาดเล็ก และก้อนมะเร็งยังอยู่เฉพาะที่เต้านม ยังไม่แพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลือง จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะ จะมีโอกาสหายขาดมากขึ้น เมื่อเทียบกับการตรวจพบก้อน มะเร็งที่มีขนาดใหญ่ หรือกระจายไปต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้แล้ว โดยหากมีการตรวจพบมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้น มีโอกาสที่จะมีชีวิตเกิน 5 ปีถึงร้อยละ 98 ถ้าตรวจเจอ ตอนก้อนมะเร็งกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้แล้ว มีโอกาสที่จะมีชีวิตเกิน 5 ปีร้อยละ 84 และถ้าตรวจเจอ ตอนมะเร็งแพร่กระจายไปแล้ว โอกาสที่จะมีชีวิตเกิน 5 ปี มีเพียงร้อยละ 23 และยังไม่แพร่กระจายจะทำให้มีโอกาศรอดชีวิตสูง ก้อนขนาดเล็กก่อนที่จะรู้เรื่องมะเร็งท่านต้องทราบ
เรื่องทั่วไปเกี่ยวกับเต้านม
ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม
ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งขึ้นกับ
• อายุ
• พันธุกรรม ประวัติการเกิดมะเร็งในครอบครัว และการเกิดมะเร็งเต้านมของตัวเอง
• ปัจจัยของฮอร์โมน เช่นอายุเริ่มต้นของการมีประจำเดือน อายุที่หมดประจำเดือน การมีบุตร การให้นมบุตร ประวัติการใช้ยาฮอร์โมนทดแทนในวัยทอง
• นอกจากนั้นยังมีความเสี่ยงในแงพฤติกรรมเช่น ความอ้วน การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ การเคยได้รับการฉายรังสี
ความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม
การตรวจคัดกรองมะเร็งในระยะแรกเริ่ม
วิธีการตรวจหามะเร็งเต้านมมีอะไรบ้าง การตรวจหามะเร็งเต้านมมีหลายวิธีได้แก่
1. การตรวจเต้านมด้วย แมมโมแกรม ซึ่งจัดว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตรวจคัดกรอง มะเร็งเต้านมในผู้หญิงทั่วไป
2. การตรวจเต้านมโดยแพทย์หรือพยาบาล
3. การตรวจเต้านมด้วยตัวเอง
การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม
อาการของมะเร็งเต้านม
ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านมมักจะไม่มีอาการอะไร โดยมากมักจะรู้ได้โดย
• คลำได้ก้อนที่เต้านมหรือรักแร้
• มีการเปลี่ยนแปลงขนาดของเต้านม
• มีน้ำไหลออกจากหัวนม
• เจ็บ หรือหัวนมถูกดึงรั้ง
• ผิวเต้านมจะเหมือนเปลือกส้ม
สำหรับผู้ที่มะเร็งเป็นมากและมีการแพร่กระจายของมะเร็งจะมีอาการ
• ปวดกระดูก
• น้ำหนักลด
• แผลที่ผิวหนัง
• แขนบวม
ก้อนที่เต้านม
การตรวจหลังจากทราบว่าเป็นมะเร็ง
การตรวจหลังจากทราบผลชิ้นเนื้อว่าเป็นมะเร็งเต้านมจะเป็นการตรวจเพื่อประเมินว่ามะเร็งเต้านมอยู่ในระยะไหน มีการแพร่กระจายหรือยัง มะเร็งมีการตอบสนองต่อฮอร์โมนหรือไม่ การตรวจเหล่านี้มีความสำคัญในการวางแผนการรักษา
การตรวจหลังจากทราบว่าเป็นมะเร็ง
ระยะของมะเร็งเต้านม
การประเมินระยะของมะเร็งเต้านมหมายถึงการประเมินว่าโรคมะเร็งมีการลุกลาม หรือมีแน้วโน้มที่จะลุกลามเร็วหรือไม่ การประเมินจะช่วยในการวางแผนการรักษา วิธีการประเมินมีด้วยกันสองวิธี
การประเมินระยะของมะเร็งเต้านม
การรักษามะเร็งเต้านม
การรักษาโรคมะเร็งเต้านม จะต้องได้ประเมินระยะของผู้ป่วยแล้ว จึงวางแผนการรักษา โดยทั่วไปการรักษามะเร็งเต้านมมีด้วยกันดังนี้
• การรักษาโดยการผ่าตัด
• การรักษาโดยการให้เคมีบำบัด
• การรักษาโดยการฉายรังสี
• การให้ฮอร์โมน
การรักษาโรคมะเร็งเต้านม
มาป้องกันมะเร็งกันเถอะ
สาเหตุของมะเร็งเต้านมยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่การปฎิบัติตัวที่ดีจะลดการเกิดมะเร็งเต้านม
• เปลี่ยนแปลงอาหาร เช่นลดพวกเนื้อสัตว์ลง ลดอาหารไขมัน
• เลือกรับประทานอาหารผักหรือผลไม้
• ควบคุมน้ำหนักมิให้อ้วน
• ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 5 วันวันละ 30 นาที
• งดบุหรี่ และแอลกอฮอลล์
ที่มา : http://siamhealth.net/public_html/Disease/cancer/breast/breastcancer.htm
มะเร็งปากมดลูก
มะเร็งปากมดลูกคืออะไร
มะเร็งปากมดลูก หมายถึง ก้อนเนื้อร้ายที่เกิดขึ้นบริเวณมดลูก ช่องคลอด และช่องปากมดลูก มะเร็งปากมดลูกมักจะเกิดในหญิงอายุประมาณ 50 ปี อีกทั้งผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกจำนวนมากจะเป็นผู้หญิงที่แต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย ตั้งครรภ์เร็ว คลอดบุตรหลายครั้ง และผู้ที่ติดเชื้อไวรัส HPV แต่ช่วงไม่กี่ปีมานี้ โรคมะเร็งปากมดลูกมีแนวโน้มที่จะเกิดกับหญิงที่อายุยังน้อยอีกด้วย
อัตราการเกิดมะเร็งปากมดลูกสูงแค่ไหน
มะเร็งปากมดลูกมีอัตราการเกิดโรคเป็นอันดับสองในบรรดาโรคมะเร็งทั้งหมดที่เกิดกับเพศหญิง ทุกปีมีโรคมะเร็งปากมดลูก 53,000 รายเกิดใหม่ทั่วโลก ซึ่ง 85% มาจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
สาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูกคืออะไร
โรคมะเร็งปากมดลูกเกือบ 70% เกิดจากเชื้อไวรัส HPV รองลงมาคือการสูบบุหรี่ และภูมิคุ้มกันในร่างกายบกพร่อง อีกทั้งปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่มาเกี่ยวพันกันก็สามารถทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกได้
ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูก ได้แก่ การติดเชื้อหนองในเทียม (Chlamydia infectious) ความเคยชินในการบริโภคที่ไม่ถูกสุขลักษณะ มักสัมผัสหรือใช้ยาที่มีฮอร์โมน มีประวัติทางครอบครัวเป็นมะเร็งปากมดลูก มักกินยาคุมกำเนิด มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย ตั้งครรภ์เร็ว คลอดบุตรหลายครั้ง เป็นต้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกได้
โรคมะเร็งปากมดลูกมีอาการแสดงอย่างไร
๑. ประจำเดือนมาผิดปกติหรือเมื่อหมดประจำเดือนแล้วยังมีเลือดออกทางช่องคลอด
๒. น้ำคัดหลั่งจากช่องคลอดเพิ่มมากขึ้น น้ำคัดหลั่งจะมีสีขาวหรือปนเลือด อีกทั้งมีกลิ่นเหม็นคาว
๓. มีอาการปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะไม่อยู่และท้องผูก เป็นต้น
๔. มีอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงในส่วนต่างๆ ของร่างกายที่แตกต่างกัน
๕. ซูบผอม โลหิตจาง เป็นไข้ และเกิดภาวะอ่อนเปลี้ยทางร่างกาย เป็นต้น
วิธีตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูก
๑. ตรวจทางนรีเวชตามกำหนด สามารถช่วยค้นพบการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ที่ปากมดลูกในระยะแรกได้
๒. โรคปากมดลูกอักเสบมีโอกาสพัฒนาเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกได้ ฉะนั้น ต้องกระตือรือร้นในการรักษาโรคปากมดลูกอักเสบ
๓. ทำความคุ้นเคยและเข้าใจอาการโรคมะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มแรก หากเกิดอาการเหล่านี้ ควรรีบไปตรวจที่โรงพยาบาลทันที
วิธีการตรวจวินิจฉัยมะเร็งปากมดลูก
๑. การตรวจแปปสเมียร์ ( Pap smear ) : หญิงที่สมรสแล้ว เมื่อได้รับการตรวจทางนรีเวชหรือการตรวจเพื่อป้องกันโรคมะเร็งทั่วไป ต้องทำการตรวจแปปสเมียร์ด้วย
๒. การทดสอบด้วยไอโอดีน : ตรวจดูปากมดลูกด้วยกล้องคอลโปสโคป แล้วทาปากมดลูกและเยื่อเมือกช่องคลอดด้วยไอโอดีนที่มีความเข้มข้น 2% บริเวณที่ไม่เกิดสีจะเป็นผลลบ ซึ่งหากพบส่วนที่มีผลลบผิดปกติ ควรตัดชิ้นเนื้อส่วนนั้นส่งตรวจทางพยาธิวิทยาทันที
๓. การตรวจเนื้อเยื่อ ( Biopsy ) : เมื่อการตรวจชิ้นเนื้อเป็นผลลบ ควรนำชิ้นเนื้อตรงจุดที่หก เก้า สิบสองและสามบริเวณรอยต่อของเซลล์เยื่อบุผิวไปตรวจ หรือใช้เครื่องมือขูดช่องปากมดลูก เพื่อนำเซลล์ไปตรวจทางพยาธิวิทยาต่อไป
๔. การตรวจด้วยกล้องคอลโปสโคป : การตรวจด้วยกล้องคอลโปสโคปไม่สามารถตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งปากมดลูกได้โดยตรง แต่มีส่วนช่วยในการตรวจ Biopsy
๕. การตัดชิ้นเนื้อปากมดลูกออกเป็นรูปโคน ( Cone biopsy ) : เมื่อการตรวจ Biopsy ไม่สามารถชี้ชัดว่ามะเร็งไม่มีการลุกลาม ก็จะตัดชิ้นเนื้อปากมดลูกออกเป็นรูปโคนเพื่อนำไปตรวจวินิจฉัย
โรคมะเร็งปากมดลูกแบ่งระยะได้ดังนี้
ระยะที่ 0 : เซลล์มะเร็งยังอยู่บริเวณผิวส่วนบนของปากมดลูก มะเร็งปากมดลูกในระยะ 0 เรียกได้อีกชื่อหนึ่งว่า มะเร็งในจุดกำเนิด
ระยะที่ 1: เซลล์มะเร็งอยู่ที่ปากมดลูก และเริ่มมีการลุกลาม
ระยะที่ 2 : เซลล์มะเร็งลุกลามเข้าไปในช่องคลอด แต่ยังไม่ถึง 1/3 ของช่องคลอด หรืออาจลุกลามเข้าไปที่เนื้อเยื่อข้างปากมดลูก แต่ยังไม่ถึงผนังของเชิงกราน
ระยะที่ 3 : เซลล์มะเร็งลุกลามเข้าไปถึง 1/3 ส่วนล่างของช่องคลอด หรือลุกลามไปถึงกระดูกเชิงกราน หรือไปกดทับท่อไต ทำให้เกิดการอุดตันของระบบปัสสาวะ
ระยะที่ 4 : เซลล์มะเร็งลามออกจากส่วนอวัยวะเพศ หรือผ่านกระดูกเชิงกรานลามเข้าไปในลำไส้ตรง และกระเพาะปัสสาวะโดยตรง หรือแม้กระทั่งลามไปบริเวณอื่นๆ ที่ไกลออกไป
วิธีรักษาโรคมะเร็งปากมดลูกแบบดั้งเดิมคืออะไร
๑. การตัดมดลูกทิ้งเป็นวิธีการรักษาโรคมะเร็งปากมดลูกที่ค่อนข้างพบบ่อย ซึ่งได้แก่
๑.๑ การตัดมดลูกทิ้งทั้งหมด : โดยผ่าตัดปากมดลูกและมดลูกทิ้งทั้งหมด
๑.๒ การตัดมดลูกทิ้งแบบถอนรากถอนโคน : โดยผ่าตัดปากมดลูก มดลูก ช่องคลอดส่วนบน รังไข่ ท่อนำไข่ และต่อมน้ำเหลืองที่มีการลุกลาม เป็นต้น
๒. การรักษามะเร็งปากมดลูกด้วยการฉายรังสี มีข้อดีคือ คลื่นรังสีมีประสิทธิภาพในการกำจัดเซลล์มะเร็ง แต่มีข้อเสียคือ มีผลกระทบต่อสมรรถนะรังไข่ของหญิงวัยก่อนหมดประจำเดือน
๓. การรักษามะเร็งปากมดลูกแบบเคมีบำบัด เป็นวิธีการรักษามะเร็งด้วยยาเคมี เหมาะสำหรับมะเร็งปากมดลูกระยะสุดท้ายและมะเร็งปากมดลูกที่กลับมาเกิดซ้ำ แต่จะเกิดอาการข้างเคียงค่อนข้างหนักในระหว่างการรักษา ซึ่งโดยปกติแล้วผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกที่ร่างกายอ่อนแอนั้นจะทนไม่ค่อยไหว
วิธีดูแลพยาบาลหลังการผ่าตัดมะเร็งปากมดลูก
๑. การดูแลด้านจิตใจ : ผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกมักจะเกิดอารมณ์หวาดกลัว กระสับกระส่าย และหงุดหงิดได้ง่าย เป็นต้น ครอบครัวควรดูแลเอาใจใส่และให้กำลังใจผู้ป่วย
๒. การดูแลด้านสุขอนามัย : หลังการผ่าตัดควรล้างช่องคลอดด้านนอกและปากท่อปัสสาวะวันละ 2 ครั้ง เพื่อรักษาความสะอาดของช่องคลอด นอกจากนี้ ยังสามารถรับประทานยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันแผลติดเชื้อ
๓. การดูแลด้านการออกกำลัง : ฝึกซ้อมการหายใจส่วนท้องและฝึกขมิบทวารหนัก เพื่อเพิ่มพลังการหดตัวของกล้ามเนื้อท่อปัสสาวะ และกล้ามเนื้อหูรูดของท่อปัสสาวะ ช่วยฟื้นฟูระบบประสาทของกระเพาะปัสสาวะที่ได้รับความเสียหาย
๔. การดูแลด้านการบริโภค : ควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินสูง โปรตีนสูง และอาหารที่ย่อยง่ายให้มาก เพื่อช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย
วิธีการรักษามะเร็งปากมดลูกที่เหมาะสมที่สุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญหลายแขนงซึ่งรวบรวมแพทย์ศัลยกรรมด้านมะเร็ง ผู้เชี่ยวชาญด้านพยาธิวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านการฉายแสงมะเร็ง ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษามะเร็งแบบบาดแผลเล็ก พยาบาลผู้ดูแลแผนกมะเร็งและเจ้าหน้าที่ล่าม ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้จะร่วมกันกำหนดแผนการรักษาโดยประเมินจากสภาพร่างกายและอาการของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก เพื่อยกระดับผลการรักษาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
มะเร็งลิ้น
อะไรคือมะเร็งลิ้น?
มะเร็งลิ้นเป็นมะเร็งในช่องปากที่พบเห็นได้บ่อยที่สุด โดยมักจะเกิดขึ้นที่ขอบลิ้น รองลงมาคือปลายลิ้น ด้านหลังลิ้นและโคนลิ้น เป็นต้น ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นลักษณะของแผลเน่าเปื่อยหรือลุกลามมาจากส่วนอื่น
อัตราการเกิดมะเร็งลิ้น
จากตัวเลขของสถิติพบว่าโอกาสการเป็นมะเร็งลิ้นนั้นอยู่ที่ 0.8 - 1.5% ของเนื้องอกร้ายทั้งหมดในร่างกาย คิดเป็น 5%-7.8% ของมะเร็งร้ายบริเวณลำคอ และ 32.3% - 50.6% ของมะเร็งในช่องปาก ในจำนวนนี้จะพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง เฉลี่ยแล้วจะเกิดกับผู้ที่อยู่ในช่วงอายุประมาณ 60 ปี
อาการของมะเร็งลิ้นมีอะไรบ้าง?
1.ขอบลิ้น ปลายลิ้น ด้านหลังลิ้นและส่วนท้องของลิ้นจะปรากฎมีแผลเน่าเปื่อยและเมื่อเวลาผ่านไปนานก็ยังไม่หาย
2.บริเวณลิ้นมีก้อนเนื้อซึ่งมีลักษณะแข็ง บริเวณขอบลิ้นไม่สะอาด มีอาการปวด และจะมีลักษณะใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว
3.ลิ้นไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ดีเหมือนเดิม และเกิดความลำบากในการทานอาหารหรือกลืนอาหาร
สาเหตุที่ทำให้เป็นมะเร็งลิ้นมีอะไรบ้าง?
ปัจจุบันยังคงไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ส่วนใหญ่แล้วจะคิดว่าเป็นเพราะการได้รับบาดเจ็บเรื้อรัง รังสีอุลตร้าไวโอเลท เอ็กซเรย์รวมไปถึงวัตถุที่มีรังสีอื่นๆ ทำให้เกิดมะเร็งลิ้น นอกจากนี้ยังมีสาเหตุทางด้านจิตใจ และการขับออกของเสียจากภายใน ภูมิคุ้มกันของร่างกายรวมไปถึงการถ่ายทอดทางพันธุกรรมต่างมีความเกี่ยวข้องกับการเป็นมะเร็งลิ้นทั้งสิ้น
วิธีการวินิจฉัยมะเร็งลิ้นมีอะไรบ้าง?
1.การตรวจทางภาพถ่าย เช่น การเอ็กซเรย์ เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ CT มีความแน่นอนในการบอกขอบเขตการลุกลามของมะเร็งซึ่งมีประโยชน์ในการวินิจฉัยมาก
2.การตรวจชิ้นเนื้อ เมื่อสงสัยว่าจะเป็นมะเร็งลิ้นก็สามารถใช้ส่วนตัวอย่างที่นำออกมาจากลิ้นไปตรวจได้ สำหรับผู้ที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอบวมใหญ่ จำเป็นต้องทำการตรวจจากส่วนตัวอย่างของต่อมน้ำเหลืองด้วย
วิธีการรักษามะเร็งลิ้น
1.การผ่าตัด เป็นขั้นตอนหลักของการรักษามะเร็งลิ้น โดยผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ผู้ป่วยระยะ T1 สามารถทำการผ่าตัดกำจัดเนื้องอกโดยมีขนาดของบาดแผลรูป X ขนาด 1 ซม. ได้ และสำหรับผู้ป่วยระยะ T2-T4 ต้องผ่าตัดครึ่งหนึ่งของลิ้นหรือทั้งหมดของลิ้นออกไป
2. การฉายแสง เป็นการรักษาเสริมที่ใช้กับผู้ป่วยมะเร็งลิ้นระยะสุดท้ายก่อนการผ่าตัดหรือหลังการผ่าตัดก็ได้
3. การทำคีโม สามารถใช้เป็นการรักษาเสริมก่อนหรือหลังการผ่าตัดได้ นอกจากนี้ก็เหมาะสมกับผู้ป่วยที่เซลล์มะเร็งมีการลุกลามไปยังส่วนอื่นที่ไกลออกไป
4.แพทย์แผนจีน เป็นการรักษามะเร็งลิ้นที่มาทดแทนสิ่งที่การฉายแสงและคีโมไม่มี รวมไปถึงการผ่าตัด เพราะสามารถเพิ่มผลการรักษาให้มีประสิทธิภาพและลดผลข้างเคียงจากการรักษาด้วยคีโมและฉายแสงได้
นอกจากนี้ ทางโรงพยาบาลมะเร็งสมัยใหม่กว่างโจวของเรายังได้มีเทคโนโลยีการรักษามะเร็งลิ้นแบบบาดแผลเล็ก โดยผู้เชี่ยวชาญทางมะเร็งลิ้นจะมีการออกแบบแผนการรักษาโดยเฉพาะเพื่อผู้ป่วยตามลักษณะอาการและสภาพร่างกายของผู้ป่วย
การดูแลผู้ป่วยมะเร็งลิ้นหลังการผ่าตัด
1.ในวันที่ทำการผ่าตัด เมื่อผ่าตัดแล้วผู้ป่วยสามารถนอนราบไปกับเตียงได้โดยไม่ต้องใช้หมอน ส่วนวันที่สองก็สามารถใช้ท่าแบบกึ่งนั่งกึ่งนอนได้เพื่อที่จะลดการช้ำเลือดที่บริเวณศีรษะและบาดแผล รวมไปถึงอาการบวมน้ำด้วย
2.ควรที่จะพิจารณาดูอาการทางร่างกายของผู้ป่วยอย่างชัดเจน และจะต้องให้ผู้ป่วยหายใจได้สะดวกตลอดเวลา
3.ควรที่จะสังเกตดูท่ออาหารอยู่เสมอว่าไหลเวียนดีหรือไม่ และจะต้องสังเกตสี ลักษณะ และปริมาณของของเสียจากร่างกายผู้ป่วย ถ้ามีอาการผิดปกติก็ควรที่จะแจ้งแพทย์ทันที
4.หลังจากทำการผ่าตัดควรที่จะให้อาหารทางจมูก หลังจากนั้น 7-10 วันก็สามารถให้ผู้ป่วยลองทานอาหารเหลวทางปากได้
5.แนะนำผู้ป่วยให้รักษาความสะอาดของช่องปากอย่างสม่ำเสมอ
ที่มา : http://www.moderncancerthai.com/cancer-topics/tongue-cancer/
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)




















